|
เงินเดือนออกทุกเดือน…แต่ปลายปีทีไร หลายคนยังรู้สึกเหมือน “เงินหายไปกับภาษี” โดยไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วสามารถวางแผนให้จ่ายน้อยลงได้แค่ไหน และทำได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องของคนรายได้สูงเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญของคนทำงานทุกคนที่อยากบริหารเงินให้คุ้มค่า และวางแผนอนาคตได้อย่างมีระบบ
บทความนี้สรุปลดหย่อนภาษีคนทำงาน ปี 2568 ครบทุกหมวด พร้อมตัวอย่างคำนวณจากรายได้จริง และเช็กลิสต์สำหรับวางแผนภาษีปลายปี เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิสำคัญ และสามารถเปลี่ยน “ภาษี” จากภาระ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่ช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
Table of Contents
การลดหย่อนภาษีคืออะไร?
การลดหย่อนภาษีหมายถึงสิทธิทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีนำค่าใช้จ่ายบางประเภทที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจากรายได้ก่อนนำไปคำนวณภาษี พูดให้เข้าใจง่ายคือ เป็นการ “ลดฐานรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษี” ไม่ใช่การลดจำนวนภาษีโดยตรง แต่เป็นการทำให้รายได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีลดลง ส่งผลให้ภาษีที่ต้องชำระจริงลดลงตามไปด้วย
การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจึงเป็นวิธีการบริหารภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้ผู้มีรายได้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องเสียภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
รายการค่าลดหย่อนภาษี ปี 2568 มีหมวดอะไรบ้าง
ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 แบ่งออกเป็นหลายหมวด ตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายและนโยบายของรัฐ เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้สิทธิให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง โดยสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหลักๆ ดังนี้
1. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัว
ค่าลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัวเป็นรายได้ลดหย่อนภาษีที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวและภาระในการดูแลครอบครัว ได้แก่
- ค่าลดหย่อนส่วนตัวของผู้มีเงินได้ จำนวน 60,000 บาท เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้มีเงินได้ทุกคน เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส (กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้) จำนวน 60,000 บาท ใช้ได้ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ เพื่อสะท้อนภาระการดูแลครอบครัวของผู้มีเงินได้ฝ่ายเดียว
- ค่าลดหย่อนบุตร บุตรคนแรก จำนวน 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561) จำนวน 60,000 บาทต่อคน เป็นการสะท้อนภาระค่าเลี้ยงดูและการศึกษา สามารถใช้ได้ตามจำนวนบุตรและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ค่าลดหย่อนบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส จำนวน 30,000 บาทต่อคน (อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกินตามเงื่อนไข)
- ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพที่อยู่ในความอุปการะ จำนวน 60,000 บาทต่อคน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
2. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุน
ค่าลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุนที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมเงินระยะยาวและการเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและวัยเกษียณ
- ประกันและเงินออมทั่วไป
- เงินประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุดตามกฎหมาย)
- เบี้ยประกันชีวิต (ทั่วไป) ไม่เกิน 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ ไม่เกิน 25,000 บาท
- การออมเพื่อวัยเกษียณและการลงทุน
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15 % ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุน RMF ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30 % ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุน SSF ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30 % ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาค
ค่าลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาคเป็นหมวดที่สนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์
- เงินบริจาคเพื่อสาธารณกุศล หรือ องค์กรที่ได้รับการรับรอง สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10 % ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าลดหย่อนอื่นๆ
- เงินบริจาคเพื่อโรงพยาบาลของรัฐ หรือ สถานศึกษา หักลดหย่อนได้ตามจริงตามเงื่อนไข
- การบริจาคให้พรรคการเมือง จำกัดวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น สูงสุด 10,000 บาท หากกฎหมายยังบังคับใช้อยู่)
4. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
ค่าลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเป็นมาตรการชั่วคราวที่รัฐออกเป็นช่วงๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
- มาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ใช้ค่าใช้จ่ายที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาหักลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท โดยแยกเป็น
- ค่าใช้จ่ายทั่วไป สูงสุด 30,000 บาท
- ค่าซื้อสินค้า OTOP หรือ วิสาหกิจชุมชน สูงสุด 20,000 บาท
- ค่าก่อสร้างบ้านใหม่ ค่าใช้จ่ายตามสัญญาจ้างสามารถหักได้ ไม่เกิน 100,000 บาท (สัญญาจ้าง+อ.ส.9 ระหว่างวันที่ 9 เม.ย. 2567 – 31 ธ.ค. 2568 และใช้สิทธิ์ในปีที่ก่อสร้างเสร็จ)
- มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568”
- บุคคลทั่วไปสามารถหักค่าท่องเที่ยวในประเทศได้ตามจริง สูงสุด 30,000 บาท (สำหรับเมืองรอง) หรือ 20,000 บาท (เมืองหลัก) ตามเงื่อนไขของโครงการ
- ค่าซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV เพิ่ม 1 เท่าตามที่จ่ายจริง (1 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2569 เฉพาะเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ)
- ส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยตามจริงไม่เกิน 200,000 บาท
- ดอกเบี้ยบ้าน ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
- ลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมกันไม่เกินกรณีละ 100,000 บาท
- ค่าซื้องานศิลปะ ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
วิธีคำนวณภาษีสำหรับค่าลดหย่อนภาษี
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยสามารถแบ่งแนวคิดออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การคำนวณแบบเหมาจ่าย และ การคำนวณแบบขั้นบันได ซึ่งมีบทบาทต่างกันในกระบวนการคำนวณภาษี
การคำนวณภาษีแบบเหมาจ่าย
แบบเหมาจ่าย คือ การหักค่าใช้จ่ายจากรายได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น หักเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ หรือหักเป็นจำนวนเงินตายตัว) เพื่อให้ได้ “เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย” โดยไม่ต้องนำเอกสารค่าใช้จ่ายจริงมาพิสูจน์ มีขั้นตอนการคำนวณดังนี้
- นำรายได้ตามประเภทเงินได้ (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าบริการ ฯลฯ) มารวมกันเป็นรายได้ทั้งปี
- หักค่าใช้จ่ายตามอัตราเหมาจ่ายที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้แต่ละประเภท (เช่น หักเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือหักเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่กำหนด)
- ได้ “เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย” เพื่อนำไปหักค่าลดหย่อนในขั้นตอนถัดไป
การคำนวณแบบเหมาจ่ายเป็นเพียง “ขั้นตอนต้น” ของการคำนวณภาษี เพื่อหาฐานรายได้สุทธิ ไม่ใช่วิธีการคิดอัตราภาษี ซึ่งอัตราภาษียังคงต้องนำไปคำนวณตามระบบขั้นบันไดในขั้นตอนสุดท้าย
การเลือกใช้วิธีเหมาจ่ายจึงเหมาะสำหรับผู้เสียภาษีที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนจริงไม่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หากผู้เสียภาษีมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าวงเงินเหมาจ่าย อาจพิจารณาใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทน เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า
การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได
แบบขั้นบันได คือ การนำ “เงินได้สุทธิ” ที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้าเป็นช่วงๆ (เช่น 0%, 5%, 10%, 15% ฯลฯ) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการหาภาษีที่ต้องชำระจริง มีขั้นตอนการคำนวณดังนี้
- รวมรายได้ทั้งปี รวมรายได้จากทุกแหล่ง เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง ค่าเช่า และค่าอื่นๆ
- หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ เช่น เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
- หักค่าลดหย่อนทั้งหมด เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกัน เงินออม เงินบริจาค ฯลฯ
- คำนวณเงินได้สุทธิ เงินได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
- นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได โดยแยกเงินได้สุทธิออกเป็นช่วงๆ ตามอัตราภาษี เช่น
- ช่วงแรกได้รับการยกเว้นภาษี ช่วงถัดไปเสียในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ
ตัวอย่างการคำนวณภาษี
นาย ก. มีรายได้จากเงินเดือนทั้งปี 600,000 บาท และมีค่าลดหย่อนดังนี้
- ค่าใช้จ่ายเงินเดือน (เหมาจ่าย) 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยหักได้ 100,000 บาท
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิต 50,000 บาท
- RMF 40,000 บาท
ขั้นตอนคำนวณ
- รายได้ทั้งปี = 600,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย = 100,000 บาท จะเหลือ 500,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนรวม = 60,000 + 50,000 + 40,000 = 150,000 บาท
- เงินได้สุทธิ = 500,000 – 150,000 = 350,000 บาท
คำนวณภาษีแบบขั้นบันได (ยกตัวอย่างอัตรา)
- ช่วง 0 – 150,000 บาท อัตรา 0% โดยภาษี = 0 บาท
- ช่วง 150,001 – 300,000 บาท (150,000 บาท) อัตรา 5% ภาษี = 7,500 บาท
- ช่วง 300,001 – 350,000 บาท (50,000 บาท) อัตรา 10% ภาษี = 5,000 บาท
ภาษีที่ต้องชำระรวม = 12,500 บาท
เอกสารเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี
เพื่อให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียภาษีควรเตรียมเอกสารประกอบการลดหย่อนให้ครบถ้วน โดยเอกสารสามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ตามประเภทค่าลดหย่อน ดังนี้
เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัว
เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันสถานะส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย
- สำเนาบัตรประชาชนผู้เสียภาษี
- สำเนาทะเบียนบ้านผู้เสียภาษี
- สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีมีคู่สมรส)
- สำเนาสูติบัตรบุตร หรือเอกสารรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
- หนังสือรับรองการศึกษา (กรณีบุตรอายุเกิน 20 ปีและยังศึกษาอยู่)
- เอกสารรับรองการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (กรณีใช้สิทธิ์ลดหย่อนบิดามารดา)
เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุน
เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันการชำระเงินเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาวตามเงื่อนไขของรัฐ
- ใบรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ
- หนังสือรับรองการซื้อกองทุน RMF
- หนังสือรับรองการซื้อกองทุน SSF (ถ้ามีในปีนั้น)
- หนังสือรับรองเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
- หนังสือรับรองเงินสมทบประกันสังคม
เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาค
เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันการบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ตามที่กฎหมายรับรอง
- ใบอนุโมทนาบัตรจากวัด หรือศาสนสถาน
- ใบรับเงินบริจาคจากองค์กรการกุศลที่จดทะเบียนถูกต้อง
- ใบรับรองการบริจาคให้สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐ
- หลักฐานการโอนเงินหรือชำระเงินบริจาค
เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ
เอกสารในหมวดนี้ใช้สำหรับมาตรการพิเศษของรัฐ เช่น โครงการช้อปดีมีคืน หรือมาตรการท่องเที่ยว
- ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีครบถ้วน)
- ใบเสร็จรับเงินจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ
- หลักฐานการจองโรงแรมหรือแพ็กเกจท่องเที่ยว (กรณีมาตรการท่องเที่ยว)
- หลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปโอนเงิน หรือรายการเดินบัญชี
เช็กลิสต์วางแผนลดภาษีปลายปี 2568 สำหรับคนทำงาน
สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีรายได้ประจำ การวางแผนลดภาษีตั้งแต่ปลายปีช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนตามกฎหมาย และยังเป็นโอกาสในการจัดการการเงินระยะยาวไปพร้อมกัน โดยสามารถวางแผนได้ตามเช็กลิสต์ต่อไปนี้
- ใช้สิทธิจากประกันชีวิตและสุขภาพ เงินค่าเบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่กฎหมายกำหนด ช่วยลดฐานรายได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษี พร้อมสร้างความคุ้มครองให้กับตนเองและครอบครัวในระยะยาว
- ลงทุนกองทุนเกษียณ เช่น RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นการออมระยะยาวที่รัฐสนับสนุน สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ และยังช่วยสร้างวินัยทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณ
- ใช้สิทธิ Easy E-Receipt 2.0 นโยบายของรัฐเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบภาษี ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าร่วมโครงการมาลดหย่อนได้ ช่วยเปลี่ยนค่าใช้จ่ายประจำให้กลายเป็นประโยชน์ทางภาษี
- เริ่มลงทุน Thai ESG Fund เป็นกองทุนทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล นอกจากจะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตแล้ว ยังสามารถใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษี และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สรุป
การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนทำงาน หากเริ่มวางแผนตั้งแต่ปลายปีจะช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนและไม่พลาดโอกาสสำคัญ การเลือกใช้ประกัน การลงทุนเพื่อเกษียณ หรือการเข้าร่วมมาตรการของรัฐ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ช่วยจัดการการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น การวางแผนที่ดีจึงไม่ใช่แค่การจ่ายภาษีให้น้อยลงแต่คือการทำให้เงินที่หามาได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว และช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับชีวิตในอนาคต
สำหรับองค์กรที่อยากส่งเสริมให้พนักงานเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีอย่างจริงจัง เลือกออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT ช่วยให้พนักงานลดทั้งเวลาการเดินทางและค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำให้มีวางแผนการเงินในด้านอื่นได้มากขึ้น ใส่ใจคุณภาพชีวิตของคนทำงาน และสนับสนุนให้พนักงานมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว CW Tower เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Employer Branding องค์กรที่ไม่ได้ดูแลแค่วันนี้ แต่คิดไปถึงอนาคตของคนทำงานไปพร้อมกัน
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
ก่อนจะเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษี หลายคนมักมีคำถามพื้นฐานว่า “ควรเริ่มตอนไหน รายได้แค่ไหนถึงคุ้ม และสิทธิไหนใช้ได้หรือไม่ได้” ไปไขข้อสงสัยกัน เพื่อช่วยให้คุณวางแผนได้ง่ายมากขึ้น
วางแผนลดหย่อนภาษีตอนไหนดีที่สุด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ตั้งแต่ต้นปีภาษี เพราะจะช่วยให้เรามองภาพรวมรายได้ทั้งปี และค่อยๆ เลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะสมได้โดยไม่เร่งรีบช่วงปลายปี การเริ่มเร็วทำให้มีเวลาปรับแผน และไม่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน
รายได้เท่าไรถึงควรวางแผนลดหย่อนภาษี
โดยทั่วไป หากคุณมีรายได้ตั้งแต่ระดับที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การวางแผนลดหย่อนก็เริ่มมีประโยชน์แล้ว ยิ่งรายได้สูงขึ้น การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดภาระภาษีได้มากขึ้น และทำให้เงินทำงานแทนคุณได้ดีขึ้นด้วย
ดอกเบี้ยบ้าน ใช้ลดหย่อนภาษีได้ไหม
ได้ ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละปี ควรเก็บเอกสารจากธนาคารไว้ให้ครบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีลดหย่อน
ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผิด จะมีผลอย่างไร
หากใช้สิทธิลดหย่อนผิด หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สิทธิ เพื่อป้องกันปัญหาตามมาในภายหลัง