สรุปลดหย่อนภาษีคนทำงาน 2568 ครบทุกหมวด พร้อมตัวอย่างคำนวณ

  • การลดหย่อนภาษี คือสิทธิที่กฎหมายเปิดให้ผู้เสียภาษีนำค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนบางประเภทมาหักออกจากรายได้ เพื่อให้ฐานภาษีลดลง และจ่ายภาษีน้อยลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการช่วยวางแผนการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • รายการค่าลดหย่อนภาษี ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนเพื่อการออมและการลงทุน ดอกเบี้ยบ้าน และการบริจาค เป็นต้น ซึ่งแต่ละรายการมีเงื่อนไขและเพดานวงเงินแตกต่างกัน 
  • เช็กลิสต์วางแผนลดภาษี คือการทบทวนรายได้ทั้งปี ตรวจสอบสิทธิที่ใช้ได้ และวางแผนเลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะกับเป้าหมายการเงินของตัวเอง ช่วยให้ไม่พลาดสิทธิสำคัญ และไม่ต้องเร่งตัดสินใจช่วงปลายปี

เงินเดือนออกทุกเดือน…แต่ปลายปีทีไร หลายคนยังรู้สึกเหมือน “เงินหายไปกับภาษี” โดยไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วสามารถวางแผนให้จ่ายน้อยลงได้แค่ไหน และทำได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องของคนรายได้สูงเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญของคนทำงานทุกคนที่อยากบริหารเงินให้คุ้มค่า และวางแผนอนาคตได้อย่างมีระบบ

บทความนี้สรุปลดหย่อนภาษีคนทำงาน ปี 2568 ครบทุกหมวด พร้อมตัวอย่างคำนวณจากรายได้จริง และเช็กลิสต์สำหรับวางแผนภาษีปลายปี เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิสำคัญ และสามารถเปลี่ยน “ภาษี” จากภาระ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินที่ช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

Table of Contents

การลดหย่อนภาษีคืออะไร?

การลดหย่อนภาษีคืออะไร?

การลดหย่อนภาษีหมายถึงสิทธิทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีนำค่าใช้จ่ายบางประเภทที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจากรายได้ก่อนนำไปคำนวณภาษี พูดให้เข้าใจง่ายคือ เป็นการ “ลดฐานรายได้ที่ต้องนำไปเสียภาษี” ไม่ใช่การลดจำนวนภาษีโดยตรง แต่เป็นการทำให้รายได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีลดลง ส่งผลให้ภาษีที่ต้องชำระจริงลดลงตามไปด้วย

การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจึงเป็นวิธีการบริหารภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้ผู้มีรายได้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องเสียภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

รายการค่าลดหย่อนภาษี ปี 2568 มีหมวดอะไรบ้าง

รายการค่าลดหย่อนภาษี ปี 2568 มีหมวดอะไรบ้าง

ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 แบ่งออกเป็นหลายหมวด ตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายและนโยบายของรัฐ เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้สิทธิให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง โดยสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหลักๆ ดังนี้

1. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัว

ค่าลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัวเป็นรายได้ลดหย่อนภาษีที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้ได้ตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวและภาระในการดูแลครอบครัว ได้แก่

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวของผู้มีเงินได้ จำนวน 60,000 บาท เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้มีเงินได้ทุกคน เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส (กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้) จำนวน 60,000 บาท ใช้ได้ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ เพื่อสะท้อนภาระการดูแลครอบครัวของผู้มีเงินได้ฝ่ายเดียว
  • ค่าลดหย่อนบุตร บุตรคนแรก จำนวน 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561) จำนวน 60,000 บาทต่อคน เป็นการสะท้อนภาระค่าเลี้ยงดูและการศึกษา สามารถใช้ได้ตามจำนวนบุตรและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าลดหย่อนบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรส จำนวน 30,000 บาทต่อคน (อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกินตามเงื่อนไข)
  • ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพที่อยู่ในความอุปการะ จำนวน 60,000 บาทต่อคน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

2. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุน

ค่าลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุนที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมเงินระยะยาวและการเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและวัยเกษียณ

  1. ประกันและเงินออมทั่วไป
    • เงินประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุดตามกฎหมาย)
    • เบี้ยประกันชีวิต (ทั่วไป) ไม่เกิน 100,000 บาท
    • เบี้ยประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ ไม่เกิน 25,000 บาท
  2. การออมเพื่อวัยเกษียณและการลงทุน
    • ประกันชีวิตแบบบำนาญ ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15 % ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาท
    • กองทุน RMF ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30 % ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท
    • กองทุน SSF ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30 % ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท
    • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 500,000 บาท
    • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท

3. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาค

ค่าลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาคเป็นหมวดที่สนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์

  • เงินบริจาคเพื่อสาธารณกุศล หรือ องค์กรที่ได้รับการรับรอง สามารถหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10 % ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าลดหย่อนอื่นๆ
  • เงินบริจาคเพื่อโรงพยาบาลของรัฐ หรือ สถานศึกษา หักลดหย่อนได้ตามจริงตามเงื่อนไข
  • การบริจาคให้พรรคการเมือง จำกัดวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น สูงสุด 10,000 บาท หากกฎหมายยังบังคับใช้อยู่)

4. ค่าลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

ค่าลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเป็นมาตรการชั่วคราวที่รัฐออกเป็นช่วงๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

  • มาตรการ Easy e-Receipt 2.0 ใช้ค่าใช้จ่ายที่มีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาหักลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท โดยแยกเป็น
    • ค่าใช้จ่ายทั่วไป สูงสุด 30,000 บาท
    • ค่าซื้อสินค้า OTOP หรือ วิสาหกิจชุมชน สูงสุด 20,000 บาท
  • ค่าก่อสร้างบ้านใหม่ ค่าใช้จ่ายตามสัญญาจ้างสามารถหักได้ ไม่เกิน 100,000 บาท (สัญญาจ้าง+อ.ส.9 ระหว่างวันที่ 9 เม.ย. 2567 – 31 ธ.ค. 2568 และใช้สิทธิ์ในปีที่ก่อสร้างเสร็จ)
  • มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568”
    • บุคคลทั่วไปสามารถหักค่าท่องเที่ยวในประเทศได้ตามจริง สูงสุด 30,000 บาท (สำหรับเมืองรอง) หรือ 20,000 บาท (เมืองหลัก) ตามเงื่อนไขของโครงการ
  • ค่าซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV เพิ่ม 1 เท่าตามที่จ่ายจริง (1 ม.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2569 เฉพาะเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ)
  • ส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยตามจริงไม่เกิน 200,000 บาท
  • ดอกเบี้ยบ้าน ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
  • ลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมกันไม่เกินกรณีละ 100,000 บาท
  • ค่าซื้องานศิลปะ ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
วิธีคำนวณภาษีสำหรับค่าลดหย่อนภาษี

วิธีคำนวณภาษีสำหรับค่าลดหย่อนภาษี

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยสามารถแบ่งแนวคิดออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การคำนวณแบบเหมาจ่าย และ การคำนวณแบบขั้นบันได ซึ่งมีบทบาทต่างกันในกระบวนการคำนวณภาษี

การคำนวณภาษีแบบเหมาจ่าย

แบบเหมาจ่าย คือ การหักค่าใช้จ่ายจากรายได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น หักเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ หรือหักเป็นจำนวนเงินตายตัว) เพื่อให้ได้ “เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย” โดยไม่ต้องนำเอกสารค่าใช้จ่ายจริงมาพิสูจน์ มีขั้นตอนการคำนวณดังนี้

  1. นำรายได้ตามประเภทเงินได้ (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าบริการ ฯลฯ) มารวมกันเป็นรายได้ทั้งปี
  2. หักค่าใช้จ่ายตามอัตราเหมาจ่ายที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้แต่ละประเภท (เช่น หักเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือหักเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่กำหนด)
  3. ได้ “เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย” เพื่อนำไปหักค่าลดหย่อนในขั้นตอนถัดไป

การคำนวณแบบเหมาจ่ายเป็นเพียง “ขั้นตอนต้น” ของการคำนวณภาษี เพื่อหาฐานรายได้สุทธิ ไม่ใช่วิธีการคิดอัตราภาษี ซึ่งอัตราภาษียังคงต้องนำไปคำนวณตามระบบขั้นบันไดในขั้นตอนสุดท้าย

การเลือกใช้วิธีเหมาจ่ายจึงเหมาะสำหรับผู้เสียภาษีที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนจริงไม่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หากผู้เสียภาษีมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าวงเงินเหมาจ่าย อาจพิจารณาใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทน เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า

การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

แบบขั้นบันได คือ การนำ “เงินได้สุทธิ” ที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทั้งหมดแล้ว ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้าเป็นช่วงๆ (เช่น 0%, 5%, 10%, 15% ฯลฯ) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการหาภาษีที่ต้องชำระจริง มีขั้นตอนการคำนวณดังนี้

 

  1. รวมรายได้ทั้งปี รวมรายได้จากทุกแหล่ง เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง ค่าเช่า และค่าอื่นๆ
  2. หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ เช่น เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
  3. หักค่าลดหย่อนทั้งหมด เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกัน เงินออม เงินบริจาค ฯลฯ
  4. คำนวณเงินได้สุทธิ เงินได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
  5. นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได โดยแยกเงินได้สุทธิออกเป็นช่วงๆ ตามอัตราภาษี เช่น
  6. ช่วงแรกได้รับการยกเว้นภาษี ช่วงถัดไปเสียในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

นาย ก. มีรายได้จากเงินเดือนทั้งปี 600,000 บาท และมีค่าลดหย่อนดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายเงินเดือน (เหมาจ่าย) 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยหักได้ 100,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิต 50,000 บาท
  • RMF 40,000 บาท

ขั้นตอนคำนวณ

  1. รายได้ทั้งปี = 600,000 บาท
  2. หักค่าใช้จ่าย = 100,000 บาท จะเหลือ 500,000 บาท
  3. หักค่าลดหย่อนรวม = 60,000 + 50,000 + 40,000 = 150,000 บาท
  4. เงินได้สุทธิ = 500,000 – 150,000 = 350,000 บาท

คำนวณภาษีแบบขั้นบันได (ยกตัวอย่างอัตรา)

  • ช่วง 0 – 150,000 บาท อัตรา 0% โดยภาษี = 0 บาท
  • ช่วง 150,001 – 300,000 บาท (150,000 บาท) อัตรา 5% ภาษี = 7,500 บาท
  • ช่วง 300,001 – 350,000 บาท (50,000 บาท) อัตรา 10% ภาษี = 5,000 บาท

ภาษีที่ต้องชำระรวม = 12,500 บาท

เอกสารเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี

เอกสารเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี

เพื่อให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียภาษีควรเตรียมเอกสารประกอบการลดหย่อนให้ครบถ้วน โดยเอกสารสามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ตามประเภทค่าลดหย่อน ดังนี้

เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดส่วนตัวและครอบครัว

เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันสถานะส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย

  • สำเนาบัตรประชาชนผู้เสียภาษี
  • สำเนาทะเบียนบ้านผู้เสียภาษี
  • สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีมีคู่สมรส)
  • สำเนาสูติบัตรบุตร หรือเอกสารรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
  • หนังสือรับรองการศึกษา (กรณีบุตรอายุเกิน 20 ปีและยังศึกษาอยู่)
  • เอกสารรับรองการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (กรณีใช้สิทธิ์ลดหย่อนบิดามารดา)

เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดประกัน เงินออม และการลงทุน

เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันการชำระเงินเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาวตามเงื่อนไขของรัฐ

  • ใบรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ
  • หนังสือรับรองการซื้อกองทุน RMF
  • หนังสือรับรองการซื้อกองทุน SSF (ถ้ามีในปีนั้น)
  • หนังสือรับรองเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
  • หนังสือรับรองเงินสมทบประกันสังคม

เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดเงินบริจาค

เอกสารในหมวดนี้ใช้ยืนยันการบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ตามที่กฎหมายรับรอง

  • ใบอนุโมทนาบัตรจากวัด หรือศาสนสถาน
  • ใบรับเงินบริจาคจากองค์กรการกุศลที่จดทะเบียนถูกต้อง
  • ใบรับรองการบริจาคให้สถานศึกษา โรงพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐ
  • หลักฐานการโอนเงินหรือชำระเงินบริจาค

เอกสารลดหย่อนภาษีหมวดกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

เอกสารในหมวดนี้ใช้สำหรับมาตรการพิเศษของรัฐ เช่น โครงการช้อปดีมีคืน หรือมาตรการท่องเที่ยว

 

  • ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (ชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีครบถ้วน)
  • ใบเสร็จรับเงินจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ
  • หลักฐานการจองโรงแรมหรือแพ็กเกจท่องเที่ยว (กรณีมาตรการท่องเที่ยว)
  • หลักฐานการชำระเงิน เช่น สลิปโอนเงิน หรือรายการเดินบัญชี
เช็กลิสต์วางแผนลดภาษีปลายปี 2568 สำหรับคนทำงาน

เช็กลิสต์วางแผนลดภาษีปลายปี 2568 สำหรับคนทำงาน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีรายได้ประจำ การวางแผนลดภาษีตั้งแต่ปลายปีช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนตามกฎหมาย และยังเป็นโอกาสในการจัดการการเงินระยะยาวไปพร้อมกัน โดยสามารถวางแผนได้ตามเช็กลิสต์ต่อไปนี้

  • ใช้สิทธิจากประกันชีวิตและสุขภาพ เงินค่าเบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่กฎหมายกำหนด ช่วยลดฐานรายได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษี พร้อมสร้างความคุ้มครองให้กับตนเองและครอบครัวในระยะยาว
  • ลงทุนกองทุนเกษียณ เช่น RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นการออมระยะยาวที่รัฐสนับสนุน สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ และยังช่วยสร้างวินัยทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณ
  • ใช้สิทธิ Easy E-Receipt 2.0 นโยบายของรัฐเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบภาษี ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าร่วมโครงการมาลดหย่อนได้ ช่วยเปลี่ยนค่าใช้จ่ายประจำให้กลายเป็นประโยชน์ทางภาษี
  • เริ่มลงทุน Thai ESG Fund เป็นกองทุนทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล นอกจากจะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตแล้ว ยังสามารถใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษี และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สรุป

การลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนทำงาน หากเริ่มวางแผนตั้งแต่ปลายปีจะช่วยให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนและไม่พลาดโอกาสสำคัญ การเลือกใช้ประกัน การลงทุนเพื่อเกษียณ หรือการเข้าร่วมมาตรการของรัฐ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ช่วยจัดการการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น การวางแผนที่ดีจึงไม่ใช่แค่การจ่ายภาษีให้น้อยลงแต่คือการทำให้เงินที่หามาได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว และช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับชีวิตในอนาคต

สำหรับองค์กรที่อยากส่งเสริมให้พนักงานเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษีอย่างจริงจัง เลือกออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT ช่วยให้พนักงานลดทั้งเวลาการเดินทางและค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำให้มีวางแผนการเงินในด้านอื่นได้มากขึ้น ใส่ใจคุณภาพชีวิตของคนทำงาน และสนับสนุนให้พนักงานมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว CW Tower เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Employer Branding องค์กรที่ไม่ได้ดูแลแค่วันนี้ แต่คิดไปถึงอนาคตของคนทำงานไปพร้อมกัน

FAQ — คำถามที่พบบ่อย

ก่อนจะเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษี หลายคนมักมีคำถามพื้นฐานว่า “ควรเริ่มตอนไหน รายได้แค่ไหนถึงคุ้ม และสิทธิไหนใช้ได้หรือไม่ได้” ไปไขข้อสงสัยกัน เพื่อช่วยให้คุณวางแผนได้ง่ายมากขึ้น

วางแผนลดหย่อนภาษีตอนไหนดีที่สุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ตั้งแต่ต้นปีภาษี เพราะจะช่วยให้เรามองภาพรวมรายได้ทั้งปี และค่อยๆ เลือกเครื่องมือลดหย่อนให้เหมาะสมได้โดยไม่เร่งรีบช่วงปลายปี การเริ่มเร็วทำให้มีเวลาปรับแผน และไม่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดัน

รายได้เท่าไรถึงควรวางแผนลดหย่อนภาษี

โดยทั่วไป หากคุณมีรายได้ตั้งแต่ระดับที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การวางแผนลดหย่อนก็เริ่มมีประโยชน์แล้ว ยิ่งรายได้สูงขึ้น การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดภาระภาษีได้มากขึ้น และทำให้เงินทำงานแทนคุณได้ดีขึ้นด้วย

ดอกเบี้ยบ้าน ใช้ลดหย่อนภาษีได้ไหม

ได้ ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ภายในวงเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละปี ควรเก็บเอกสารจากธนาคารไว้ให้ครบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีลดหย่อน

ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผิด จะมีผลอย่างไร

หากใช้สิทธิลดหย่อนผิด หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สิทธิ เพื่อป้องกันปัญหาตามมาในภายหลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

29 มกราคม 2026
16 มกราคม 2026
24 ธันวาคม 2025
11 ธันวาคม 2025
11 ธันวาคม 2025
11 ธันวาคม 2025

เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้แบ่งปันข้อมูลดี ๆ ให้กับคุณ

หากคุณต้องการ เช่าออฟฟิศ สามารถติดต่อเราได้เลย